สติ๊กเกอร์ติดผนังแต่ละเนื้อแตกต่างกันอย่างไร

March 25th, 2017

สติ๊กเกอร์ติดผนัง แต่ละเนื้อจะแตกต่างกันที่คุณสมบัติ และลักษณะของการนำไปใช้งาน ซึ่งจะมีอยู่ 4 ชนิดหลักๆด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  1. สติ๊กเกอร์กึ่งมันกึ่งด้าน – เป็นเนื้อสติ๊กเกอร์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด เนื่องจากมีราคาค่อนข้างถูก ใช้ได้ในงานหลากหลายทั่วไป เช่น การติดราคาและรายละเอียดสินค้า ซึ่งมีการขายเปลี่ยนมือไว โดยจะต้องเป็นงานที่ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือความร้อนเกิน อุณหภูมิปกติ ไม่ป้องกันการขูดขีด หมึกมีโอกาสหลุดร่อนตามระยะเวลาการใช้งาน หรือสติ๊กเกอร์สามารถฉีกขาดได้ มีความมันเงาเล็กน้อย โดยนิยมใช้กันมากที่สุดกับหมึกพิมพ์ริบบอนเนื้อ wax เนื่องจากมีราคาถูกที่สุดเช่นกัน เพื่อลดต้นทุนสินค้าให้ต่ำที่สุด

 

  1. สติ๊กเกอร์ขาวด้าน – เป็นอีกเนื้อสติ๊กเกอร์ที่มีความนิยมใช้เช่นเดียวกัน ราคาอยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับสติ๊กเกอร์เนื้อกึ่งมันกึ่งด้าน ใช้ได้ในงานหลากหลายทั่วไปเช่นเดียวกัน คุณสมบัติโดยรวมจะเหมือนกับสติ๊กเกอร์กึ่งมันกึ่งด้าน จะมีความแตกต่างตรงที่จะไม่มีความมันเงาใดๆเลย นิยมใช้กับ หมึกพิมพ์ริบบอนเนื้อ wax เช่นเดียวกัน

 

  1. สติ๊กเกอร์ขาวมัน (อาร์ตมัน) – เป็นเนื้อสติ๊กเกอร์ที่มีความมันเงา มีความคมชัดสวยงาม สามารถใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นได้เล็กน้อย เหมาะสำหรับการใช้ในงานสินค้าต่างๆที่ต้องการความสวยงาม นิยมใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนสองประเภท คือเนื้อ wax และเนื้อ wax/resin ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของลูกค้า โดยสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับความแตกต่างของเนื้อหมึกพิมพ์ริบบอนแต่ละ แบบได้ที่หน้าหมึกพิมพ์ริบบอน

 

  1. สติ๊กเกอร์เนื้อ PP Mat (Upo) – เป็นเนื้อสติ๊กเกอร์ชนิดพลาสติก มีความทนทานสูง ฉีกไม่ขาด สามารถกันน้ำได้ มีทั้งชนิดเนื้อมันเงาและเนื้อขาวนวล มีราคาค่อนข้างสูงเนื่องจากวัตถุดิบไม่ใช่กระดาษ เหมาะกับงานอุตสาหกรรมอาหาร งานห้องเย็น งานทรัพย์สิน นิยมใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนสองประเภท คือเนื้อ wax/resin และ resin ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของลูกค้า โดยสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับความแตกต่างของเนื้อหมึกพิมพ์ริบบอนแต่ละ แบบได้ที่หน้าหมึกพิมพ์ริบบอน

 

การระบุ Specification ของท่อเหล็กโครงสร้างรีดเย็น

March 22nd, 2017

เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียด จะเห็นชัดเจน ว่าส่วนประกอบทางเคมีของเกรด SS400 ควบคุม เพียงค่า P (Phosphorus), และ S (Sulfur) ซึ่งหากมี ปริมาณมากทำให้ท่อเหล็กเปราะและเกรดนี้ไม่ได้ควบคุม ค่า Carbon ซึ่งเป็นธาตุที่เพิ่มความแข็งแรงของเหล็ก แต่หากมีมากเกินไปทำให้เหล็กมีความเปราะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ SM400 หรือ SM490 ควบคุมปริมาณ Carbon, Silicon, Manganese ในระดับที่เหมาะสมและ มีธาตุ Phosphorus, Sulfur ในระดับต่ำ ทำให้เหล็ก มีความเปราะต่ำ มีความเหนียวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ คุณสมบัติทางกลด้านความยืด (Elongation) และ ความทนต่อแรงกระแทก (Impact) ดีขึ้น ดังนั้นเกรด SS400 จึงใช้ในงานโครงสร้างทั่วไปที่มีการตัด เจาะรู ขันน็อต และเชื่อมได้ แต่ควรควบคุมการให้ความร้อน ก่อนและหลังการเชื่อม ส่วนเกรด SM400, SM490 มีคุณสมบัติต่างๆ ดีขึ้น โอกาสแตกร้าวจากรอยเชื่อม ต่ำลง มีความเหนียว และมีคุณสมบัติทนทานต่อแรง กระแทกที่ดีกว่า และเป็นเกรดที่เหมาะกับงานเชื่อม รวมถึงงานดัดโค้ง ซึ่งโครงการส่วนใหญ่สามารถนำไป ใช้งานได้เป็นอย่างดี

วิศวกรสามารถกำหนดท่อประเภทต่างๆ ตาม ความเหมาะสมในการใช้งาน โดยอ้างอิงจากมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ (Specification of pipe) ซึ่งท่อเหล็กกล้า แต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดการใช้งานแตกต่างกันตาม ประเภทของภาระที่กระทำต่อท่อ เนื่องจากเหล็กม้วน (Hot roll steel) ที่นำมาผลิตเป็นท่อมีคุณสมบัติทางกล และทางเคมีที่แตกต่างกันตามตารางที่แสดงดังเช่น ต้องการท่อเหล็กโครงสร้างรูปพรรณกลวง มอก. 107-HS41, หรือ JIS G3444 – STK400, JIS G3466 – STKR400 ต้องใช้เหล็กม้วน (Hot roll steel) JIS G3101Grade SS400, หรือ JIS G3106 Grade SM400A, TIS 1479 Grade SS400, TIS 1499 Grade SM400A เป็นต้น มาตรฐานผลิตภัณฑ์และ Designation Classification ของเหล็กม้วนมีความ หลากหลายมาก วิศวกร หรือผู้ออกแบบสามารถเข้าไป ปรึกษากับโรงงานผู้ผลิตเพื่อขอคำแนะนำทางด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองให้ผู้ใช้งานได้ประโยชน์สูงสุด

คิดถูกหรือไม่กับการมาเป็น call center

January 31st, 2017

ดาวน์โหลด

ลองไปสมัครงานอื่นก็ไม่มีผลตอบรับอะไรกลับมาแต่พอลองไปสมัครcall center ก็รับทันที เลยตัดสินใจว่าจะลองทำไปก่อน

ช่วงแรกๆก็จะต้องมีการเทรนข้อมูลก่อนค่ะคือจะต้องรู้ข้อมูลของงานที่ทำพอสมควร เพราะเวลาลูกค้าโทรมาก็ต้องตอบลูกค้าให้ได้ใช่ไหมคะ แล้วก็ฝึกการพูดโต้ตอบกับลูกค้า การหาข้อมูลหน้าจอคอมพิวเตอร์ การคีย์ข้อมูลอย่างเร็ว การฟังจับใจความในสิ่งที่ลูกค้าถาม

แต่ทั้งหมดนี้จะมีการเทรนก่อน สักระยะนึง บางคนเข้าไปเห็นอาจไม่ชอบงานแบบนี้ค่ะ เพราะรู้สึกว่าเหมือนถูกกดดัน เหมือนเข้าไปเรียนใหม่ แต่ช่วงเทรนยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าลูกค้าโทรมา เราต้องจับใจความให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เราสามารถเปิดข้อมูลหาในสิ่งที่ลุกต้องการ เจอในเวลาที่รวดเร็วไหม พูดให้ลูกค้าฟังแล้วเค้าเข้าใจไหม บางครั้งลูกค้าวีน หรือถามอะไรที่นอกเหนือจากที่เราเจอ หรือในข้อมูลไม่มี เราจะตอบลูกค้าว่าอย่างไร

วันหนึ่งๆ รับสายลูกค้าเป็นร้อยๆสาย ร้อยๆคน อาจร้อยคำถาม แต่คุณเชื่อไหมฉันก็ทำงานที่นั่นมาปีกว่า ถึงลาออกด้วยความเสียดาย เพราะได้เจอเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ถึงเงินเดือนน้อยกว่าที่อื่นๆ แต่งานCall Center คุณไม่ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้านถ้าคุณบริหารจิตใจได้ดี ไม่อารมณ์ร้อน มีไหวพริบ สื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง จะลองทำดูก็ไม่เสียหายหรอกค่ะ ประสบการณ์ที่คุณจะได้คือ คุณได้ฝึกทักษะใช้ไหวพริบ รู้จักจับใจความ ใจเย็นขึ้นได้ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ให้ได้รวดเร็วที่สุด บางคนพิมคอมเก่งขึ้นเลยก็มีนะ

บางคนทำCallcenter ไปวันๆ ทำงาน เลิกงานกลับบ้าน ก็ไม่ก้าวหน้าจริงไหมคะ ถ้าคุณคิดว่ามีความสามารถมากกว่านั้น และสามารถทำให้คนอื่นเห็นได้ คุณอาจจะได้ทำในตำแหน่งอื่นของบริษัทก็ได้ค่ะ อันนี้แล้วแต่ละที่ด้วยนะ หรือค่อยออกมาสมัครงานที่ต้องการก็ได้ค่ะ

พนักงาน Call Center ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร

October 3rd, 2016

img_callcenter

1.มีวินัยในการทำงาน

วินัยในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเป็นพนักงาน Call Center  เนื่องจากเวลาทำงานของ Call Center เป็นเวลาที่แน่นอน เช่น เวลาทำงานของคุณคือ 8:00 – 17:00 น. หมายความว่า 8:00 น. พนักงาน Call Center ต้องพร้อมให้บริการลูกค้า ซึ่งคุณต้องมาทำงานก่อนเวลา 8:00 น. ถ้าคุณมาสาย 15 นาที ( 8:15 น.) จำนวนสายของลูกค้าที่ติอต่อเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าวจะถูกเฉลี่ยให้กับเพื่อนร่วมงานของคุณแทน เท่ากับว่าการมาสายของคุณจะเป็นภาระกับเพื่อนร่วมงาน เพราะฉะนั้นคงจะไม่ดีแน่ ถ้าคุณมาทำงานสายบ่อยๆ  นอกจากนั้น การขาดงาน ลางาน มาสาย จะถูกนำมาคำนวณเป็นคะแนนผลการทำงาน (Performance)  อย่างเข้มงวด เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับงาน Call Center โดยตรง

  1. มีน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล และพูดชัดเจน

พนักงาน Call Center ที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องมีเสียงที่ไพเราะเสมอไป เพียงแค่คุณรู้วิธีที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ นุ่มนวล โดยการทอดเสียง และพูดให้ช้าลง  (แต่ไม่ควรช้ามากเกินไป) การพูดเร็ว ลงเสียงสั้น จะทำให้น้ำเสียงฟังแล้วห้วน ไม่สุภาพ ฟังแล้วเหมือนไม่เต็มใจให้บริการ การพูดต้องให้ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ ไม่พูดอยู่ในคอ ไม่รัวลิ้น เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ไม่เกิดความเข้าใจผิด  (เคล็ดลับในการพูดคือ ต้องยิ้มก่อนที่จะพูด เมื่อพูดออกมาแล้วจะเป็นน้ำเสียงที่มีรอยยิ้ม และเต็มใจให้บริการ)

  1. มีความรับผิดชอบ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

การทำงานเป็นพนักงาน Call Center จะต้องมีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ และรับผิดชอบในคำพูดของตนเอง เมื่อได้รับปากหรือให้สัญญาไว้กับลูกค้า จะต้องดำเนินการให้ หากไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ควรมีการติดต่อลูกค้าและแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลด้วย ไม่ควรเงียบหรือปล่อยให้ผ่านไป ซึ่งอาจมีผลให้ถูกร้องเรียนจากลูกค้าได้ นอกจากนั้น ควรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน ทำงานได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด การแต่งกายก็ควรเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดี เกิดความมั่นใจ เมื่อทำงานก็จะเกิดความมั่นใจในตัวเอง สร้างความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง มีความสุขกับการทำงาน ผลงานที่ออกมาก็จะดีตามไปด้วย

  1. ใส่ใจเรียนรู้ และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

ลูกค้ามักจะชอบรับบริการจากพนักงานที่มีความรู้ในงานที่ทำ และมีความรู้ในเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานด้วย ถ้าคุณไม่มีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานก็ควรจะเป็นผู้ใฝ่รู้ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้น ควรเป็นคนช่างสังเกต ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียน มีจำนวนสายจากลูกค้าไม่น้อยที่โทรเข้ามาสอบถามเส้นทาง เพื่อที่จะเข้ามายังบริษัท และก็มีพนักงาน Call Center อีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่ไม่มีความรอบรู้ในเส้นทาง การเดินทาง มักจะให้ข้ออ้างกับตัวเองว่าเป็นคนต่างจังหวัด ไม่ใช่คนในพื้นที่  น่าเสียดายที่เมื่อไม่รู้แล้วยังไม่ใฝ่รู้อีก ความรอบรู้ในเรื่องเส้นทาง การเดินทาง ไม่สามารถ เขียนเป็นสคริปต์ เพื่อให้พนักงาน Call Center ตอบคำถามได้ทั้งหมด เพราะเส้นทางมีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น พนักงาน Call Center ที่ดีนั้น จะต้องหาความรู้ให้กับตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นทางการเดินทางเท่านั้น แต่ควรเป็นเรื่องอื่นๆที่สามารถนำมาประกอบใช้ในงานที่ทำด้วย เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

  1. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

จะเห็นได้ว่าหัวข้อนี้จำเป็นสำหรับการทำงานในทุกหน้าที่และทุกตำแหน่ง แต่ยังมีพนักงานบางส่วนยังไม่เข้าใจว่าทำไม องค์กรที่ทำงานอยู่ถึงให้ความสำคัญกับหัวข้อนี้  การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ หมายถึง สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น การทำงานร่วมกันนั้น ผลงานที่ออกมาจะต้องดีเหมือนกับว่าไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน ก็จะต้องไม่ให้มีผลกระทบกับการทำงานร่วมกัน

 

Call Center ที่มีหัวใจในการให้บริการแก่ลูกค้า

October 30th, 2015

call_center_3ปัจจุบันคนทำงานบริการส่วนใหญ่จะต้องมีจิตบริการ มีจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือลูกค้า มีมุมมองด้านบวกที่ต้องการจะช่วยเหลือด้วยใจจริง ส่งมอบความปรารถนาดี สิ่งดีๆ รวมถึงหาโอกาสสร้างประสบการณ์ด้านบวกให้ลูกค้าได้สัมผัสอยู่เสมอ หรือในบางครั้งอาจจะต้องรับปัญหาหรือข้อร้องเรียน หรือคำตำหนิบริการ ทำให้บางครั้งต้องรองรับอารมณ์ของลูกค้าที่หลากหลาย สร้างความกดดันต่อคนทำงานบริการอย่างมาก กลายเป็นความเครียดที่สะสมโดยที่คนทำงานบริการไม่ทันรู้ตัวเลย รู้อีกที ก็พบว่าความสุขหายไป ความเครียดสะสมมากขึ้น สิ่งองค์กรต้องการและมองหาคือต้องการพนักงานที่ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข พร้อมส่งความสุขให้ลูกค้าและคนรอบข้างด้วยรอยยิ้ม

เจ้าหน้าที่ Call Center ที่มีประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีเสียงที่ไพเราะเสมอไป เพียงแค่คุณรู้วิธีที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ นุ่มนวล โดยการทอดเสียง และพูดให้ช้าลง การพูดเร็ว ลงเสียงสั้น จะทำให้น้ำเสียงฟังแล้วห้วน ไม่สุภาพ ฟังแล้วเหมือนไม่เต็มใจให้บริการ การพูดต้องให้ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ ไม่พูดอยู่ในคอ ไม่รัวลิ้น เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ไม่เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากลูกค้ามักจะชอบรับบริการจากพนักงานที่มีความรู้ในงานที่ทำ และมีความรู้ในเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานด้วย ถ้าคุณไม่มีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานก็ควรจะเป็นผู้ใฝ่รู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นควรเป็นคนช่างสังเกต

องค์กรที่มีความต้องการที่จะนำ Call Center เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการทำงานนั้นคงต้องมานั่งคิดดูว่าจะลงทุนเองหรือจะจ้างภายนอก ซึ่งมีปัจจัยหลายตัวที่จะต้องพิจารณา รวมไปถึงสิ่งที่จะต้องจัดหามาว่าคุ้มหรือไม่ ได้แก่ บุคลากรที่จะต้องฝึกฝนให้มีความชำนาญโดยเฉพาะการสรรหาคนที่มีหัวใจในการให้บริการ และสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันที่สูงได้ การมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งนอกจากการมีใจรักงานบริการแล้วการวางแผนที่ดีก็เป็นตัวช่วยให้เกิดความรวดเร็วในบริการได้เช่นกัน พนักงานดูแลลูกค้าจะต้องรู้ขั้นตอนการดำเนินงานเป็นอย่างดี และต้องรู้ขอบเขตอำนาจในการตัดสินใจของตนเองและผู้อื่นในองค์กรเพื่อที่จะสามารถติดต่อประสานงานได้ถูกจุดและเป็นไปตามความต้องการลูกค้าได้ทันท่วงที